หายสงสัย! ทำไมต้อง “รพ.น่าน” โรงพยาบาลเดียวที่ไม่ได้อยู่ในรูทแต่ “พี่ตูน” เลือกที่จะช่วยเหลือสุดหัวใจ จังหวัดเล็กๆแห่งนี้ (อ่านประวัติ)

กำลังเป็นกระแสร้อนขณะนี้สำหรับ ข่าวการวิ่งของ พี่ตูน ก้าว โดยล่าสุด ในกระทู้พันทิปโดยมีคนตั้งกระทู้ว่า  พี่ตูน บอดี้แสลม #ก้าวคนละก้าว ต...



กำลังเป็นกระแสร้อนขณะนี้สำหรับ ข่าวการวิ่งของ พี่ตูน ก้าว โดยล่าสุด ในกระทู้พันทิปโดยมีคนตั้งกระทู้ว่า  พี่ตูน บอดี้แสลม #ก้าวคนละก้าว ต้องก้าวกี่ก้าวถึงจะถึง 2,191 กิโลเมตร



ได้ยินครั้งแรกว่าพี่ตูนจะวิ่งเป็นระยะทาง 2,191 กิโลเมตร สิ่งแรกที่เราคิดคือมันต้องวิ่งแค่ไหน วิ่งกี่ก้าว มันถึงจะถึงนะ คิดเล่นๆ ว่าหนึ่งก้าวของพี่ตูนเท่ากับ 50 เซนติเมตร ระยะทาง 100 เมตร พี่ตูนต้องก้าว 200 ก้าว ถ้า 2,191 กิโลเมตร ก็เท่ากับ 4,382,000 อ่านไม่ผิดหรอก สี่ล้านสามแสนแปดหมื่นสองพันก้าว แต่อย่าลืมนะว่าถ้าจะวิ่งเพื่อรักษาจังหวะและความเร็วให้คงที่ ก็ไม่มีใครก้าวยาวหรือวิ่งดีดๆ แบบพวกนักวิ่งเคนย่าหรอก เพราะงั้นพี่ตูนต้องก้าวเท้ามากกว่านี้แน่นอน บางคนอาจจะแบบ แหม..ในแอปโทรศัพท์หรือในสมาร์ทวอชของเราวันๆนึงเราก็เดินเยอะนะ เกือบหมื่นก้าว ก็ถ้าคิดแบบนั้นเดินวันละหมื่นใช้เวลาจากแม่สายถึงเบตงก็โน่นแหล่ะ 438 วัน แค่ปีกว่าๆ เอ๊งงงงงงง

แล้วพี่ตูนวิ่งทำไมตั้งไกล ใช้เวลากี่วัน วิ่งไปเพื่ออะไรกัน

พี่ตูนใช้เวลาทั้งหมด 55 วัน (โดยวิ่ง 4 วัน พัก 1 วัน) ระยะทาง 2,191 กิโลเมตร จากเบตงถึงแม่สาย เพื่อหาเงินให้โรงพยาบาลศูนย์ 11 แห่งทั่วประเทศไทยสำหรับเงินทั้งหมดที่ได้จากการรับบริจาคในครั้งนี้จะนำไปซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้ 11 โรงพยาบาล ได้แก่

1. โรงพยาบาลยะลา 2. โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี 3. โรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี 4. โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จ.สุพรรณบุรี 5. โรงพยาบาลสระบุรี

6. โรงพยาบาลขอนแก่น 7. โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี 8. โรงพยาบาลนครพิงค์ จ.เชียงใหม่ 9. โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

10. โรงพยาบาลน่าน (อยู่ในพื้นที่พิเศษห่างไกลจากตัวเมือง) 11. โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

โดยจะเริ่มวิ่งวันที่ 1 พฤศจิกายน จาก เบตง จังหวัด ยะลา ผ่าน 20 จังหวัด และ ถึง แม่สาย จังหวัด เชียงราย ในวันที่ 25 ธันวาคม รวม 55 วัน โดยตั้งเป้ายอดบริจาคไว้ที่ 700 ล้านบาท

เรามาตั้งกระทู้ทำไมน่ะเหรอ????

ก็เพราะบ้านเราอยู่ในจังหวัดโรงพยาบาลศูนย์เหล่านี้น่ะซิ บางคนอาจไม่เก็ทว่า รพ.ศูนย์คืออะไร? สั้นๆง่ายๆก็คล้ายๆ ทีเค้าแบ่งเขตการศึกษาหรือแบ่งจัดแข่งกีฬานั่นแหล่ะ รพ.ศูนย์ของเราก็เป็นรพ.ที่ไม่ได้มีไว้แค่สำหรับคนในจังหวัดตัวเอง แต่หมายรวมว่าคนในจังหวัดละแวกใกล้เคียง หรือไม่ใกล้แต่เดินทางมาที่นี่สะดวกสุด ใกล้สุด เค้าก็จะมารักษาที่รพ.ศูนย์ บ้านเราคือ รพ.ศูนย์ราชบุรี เราเคยเข้าใจว่าไกลสุดที่มารักษาที่นี่คือ คนจากจังหวัดประจวบฯ แต่ที่ทราบมาคือชุมพร ไม่ใช่ว่าจังหวัดเค้าไม่มีรพ.นะ แต่ทั้งบุคลากรและเครื่องมือทางการแพทย์ รพ.ราชบุรีมีความพร้อมกว่า ตอนนี้ก็ปลูกตึกเต็มพื้นที่บริเวณแล้ว ที่จอดรถในรพ.แทบจะไม่มี เพราะขนาดสร้างตึกเกือบเต็มพื้นที่แล้วก็ยังไม่พร้อมรองรับผู้ที่มาใช้บริการ (จังหวัดใกล้เคียง กาญจนบุรี สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบฯ ชุมพร) คิดดูแล้วกันว่าจะเยอะแค่ไหน ช่วงไหนพีคๆ ช่องทางเดินก็จะมีเตียงเปลเสริมแทบไม่มีทางเดินเลยแหล่ะ

ที่มาตั้งกระทู้ก็ไม่ใช่อะไรหรอกนะ แต่นับตั้งแต่ที่มีการประกาศโครงการนี้ออกมา หลายวันที่ผ่านมาเสียงมันเริ่มแตก มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งเราเข้าใจและเคารพในความคิดต่าง พี่ตูนไม่ได้มีหน้าที่หาเงินสร้างรพ. พี่ตูนวิ่งจนตายก็ไม่พอสร้างบ้างล่ะ พี่ตูนวิ่งแบบนี้รัฐก็สบายเลยไม่ต้องอุดหนุนงบตรงนี้ ถามจริงเหอะ คิดเหรอว่าคำพูดแบบนี้มันไม่เข้าหูพี่ตูน แต่พี่เค้าเลือกจะเห็นต่าง เลือกมองภาพรวม เค้าเลือกที่จะลงมือทำมากกว่าจะใช้ปากทำลาย สิ่งที่นักวิชาการออกมาบอกเราเช้าใจว่ามันเป็นทฤษฏีการเมืองการปกครอง แต่อยากให้ใช้หัวใจและคุณธรรมนำความรู้มากกว่า ถ้าจะมานั่งถกทฤษฎีแล้วมันช่วยแก้ปัญหาไม่ได้ สู้เป็นนักปฏิบัติลงมือทำ อย่างน้อยก็เพื่อมนุษยธรรมดีกว่า

หรือแม้กระทั่งคิงเพาเวอร์บริจาคเงินสมทบทุน 24 ล้านก็ยังมีคนค่อนแคะว่าเอาหน้าบ้างแหล่ะ หรือโหนกระแสพี่ตูน ไม่ว่าเค้าจะทำไปด้วยเหตุและผลอะไรสำหรับเรา เราอยากให้มองภาพรวม ถ้าเงินก้อนนี้คือเงินที่เป็นค่าใช้จ่ายในการวิ่งของพี่ล่ะ หรือนี่คือ 24 ล้านบาทสุดท้ายที่ขาดจากเป้า 700 ล่ะ ดีกว่าคนที่ไม่ได้ทำอะไรเพื่อใครเลยนะ การที่พี่ตูนวิ่งเป็นตัวหลักคนเดียวนี่คือวิธีประหยัดค่าใช้จ่ายในการวิ่งที่สุดแล้วนะ พี่ตูนไม่ได้คิดค่าตัวตัวเองในการวิ่งครั้งนี้ แต่อย่าลืมว่าพี่ตูนก็ไม่ได้วิ่งคนเดียวนะพี่ตูนต้องมีบัดดี้ในการวิ่ง มีโค้ช มีหมอ มีทีมกายภาพสำหรับทีมที่ร่วมวิ่ง ทีมงานที่ดูแลความปลอดภัย ทีมงานถ่ายทอด ทุกอย่างมันเป็นค่าใช้จ่ายทั้งนั้น นี่ยังไม่รวมค่าอาหาร ค่าที่พักสำหรับทีมงาน รวมไปถึงค่าน้ำมันสำหรับรถติดตามอีก นี่ถ้าได้ผู้ประกอบการในประเทศเรา สาธารณูปโภคต่างๆ น้ำดื่ม อาหาร น้ำมัน ที่พัก เป็นสปอนเซอร์ให้คนละนิดละหน่อย พี่ตูนคงประหยัดไปได้อีกเยอะ แอบคิดแทนพี่ตูนว่าเงินก้อนแรกที่ได้จากคิงเพาเวอร์คงช่วยทำให้เฮียแกไม่ต้องเครียดเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ และโดยส่วนตัวก็รู้สึกตื้นตันว่าเงิน 24 ล้านบาท ที่คิงเพาเวอร์ให้มามันจะย้อนกลับมาทำให้ รพ.ศูนย์จังหวัดเราเพียงพอสำหรับรองรับผู้ป่วยจังหวัดใกล้เคียง ใครที่คิดต่างไม่เห็นด้วยก็ขออย่าพูดออกมาดังๆ บั่นทอนกำลังใจเฮียแกเลย นี่เป็นสิ่งที่เฮียแกคิดว่ามันพอเป็นไปได้ก็ทำ เราเชื่อว่ายังไงเฮียทำได้แน่นอน ตอนนี้ก็มีคนเริ่มบริจาคกันบ้างแล้ว ยิ่งพวกเจ้าของธุรกิจเห็นคิงเพาเวอร์บริจาคตั้ง 24ล้านบาท เดี๋ยวก็ต้องมีคนออกมาเกทับบ้างล่ะ

ท้ายสุดขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนและให้กำลังใจพี่ตูน ขอบคุณพี่ตูน เป็นอย่างสูงพี่ไม่เพียงแต่คิดเพื่อคนอื่นแต่พี่ยังลงมือทำเพื่อคนอื่นอีก ซึ่งในความจริงนั้นพี่ไม่ต้องลำบากขนาดนี้เลยก็ได้ อยู่กทม.ร้องเพลงเล่นคอนเสิร์ตได้ทั้งเงินและเหนื่อยน้อยกว่านี้ด้วย แต่พี่เลือกทำเพื่อคนหมู่มาก พี่ไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่พี่ทำมันสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้มากขนาดไหน หวังว่าการวิ่งครั้งนี้จะไม่มีใครมาตัดหน้าขอเซลฟี่ทำให้พี่ต้องบาดเจ็บอีกแบบครั้งที่แล้ว ขอให้ทุกคนพยายามรักษาสุขภาพกันด้วยจะได้ลดภาวะเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆหรือระมัดระวังและมีสติในการใช้ยานพาหนะเพื่อลดทราฟฟิคในการเข้าโรงพยาบาลกัน เฮียบอกว่าครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายให้โอกาสเฮียไปดูแลตัวเองและครอบครัวเฮียบ้างเหอะนะ

ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง อาทิวราห์ คงมาลัยและทีมงานทุกคนให้ปลอดภัยตลอดเส้นทางด้วยเทอญ

ประวัติโรงพยาบาลน่าน



โรงพยาบาลน่าน เริ่มก่อสร้าง พ.ศ. 2497 บนเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ของ มณฑลทหารบกที่ 7 (ในขณะนั้น) ตามนโยบาย ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งให้กรมการแพทย์ดำเนินการจัดตั้ง โรงพยาบาลประจำจังหวัดน่านขนาด 25 เตียงขึ้นด้วยงบประมาณ
ก่อสร้าง 1,500,000 บาท (หนึ่งล้านห้าแสนบาทถ้วน) โดยคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติ เงินการกุศลเพื่อการศึกษาและสาธารณสุข (ก.ศ.ส.) ในจำนวนดังกล่าวให้ และทำการก่อสร้างเป็นระยะ เวลาประมาณ1 ปีเศษจึงแล้วเสร็จทำพิธีเปิด เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2499
ประกอบด้วย อาคารทำการ 3 หลัง บ้านพัก 4 หลังผู้เกี่ยวข้องในการดำเนินการก่อตั้งโรงพยาบาล ประจำจังหวัดน่าน ประกอบด้วย…. พ.ต.นายแพทย์หลวงนิตย์ เวชชวิศิษฐ อธิบดีกรมการแพทย์ ซึ่งได้มอบหมายให้ นายแพทย์ หลวงสนั่น วรเวช รองอธิบดีกรมการแพทย์ร่วมจัดหา สถานที่ก่อสร้างกับนายแพทย์ศุภชัย มโนหรทัต อนามัยจังหวัดน่านในขณะนั้น ในการดำเนินกิจการของ
โรงพยาบาลได้มีผู้บริหารซึ่งดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการ จนถึงปัจจุบันนี้ จำนวน 7 ท่าน ดังนี้

1. นายแพทย์พัฒนา ตระกูลดิษฐ์

ปฏิบัติงานระหว่าง ปี พ.ศ. 2499-2500

2. นายแพทย์กิจชัย ยิ่งเสรี

ปฏิบัติงานระหว่าง ปี พ.ศ. 2500-2507

3. นายแพทย์บุญยงค์ วงศ์รักมิตร

ปฏิบัติงานระหว่าง ปี พ.ศ.2507-2537

4. นายแพทย์คณิต ตันติศิริวิทย์

ปฏิบัติงานระหว่าง ปี พ.ศ.2537-2551

5. นายแพทย์นิวัตชัย สุจริตจันทร์

ปฏิบัติงานระหว่าง ปี พ.ศ.2551 – 2555

6. นายแพทยพิษณุ ขันติพงษ์

ปฏิบัติงานระหว่าง ปี พ.ศ. 2555 – 2557

7. แพทยหญิงณัฐภร ประกอบ

ปฏิบัติงานระหว่าง 2557 – 2559

8. นายแพทยภราดร มงคลจาตุรงค์

ปฏิบัติงานระหว่าง 2559 – ปัจจุบัน



นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโรงพยาบาลน่านเป็นต้นมา ได้มีการพัฒนาระบบการให้บริการสาธารณสุข อย่างต่อเนื่องและเนื่องจากจังหวัดน่านอยู่ในพื้นที่ที่มีการก่อการร้ายของ ผกค. ทำให้พลเรือน ตำรวจ ทหาร ได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบเป็นจำนวนมากในแต่ละปี อีกทั้งการคมนาคมยังไม่สะดวกทั้งภายในจังหวัด และติดต่อกับต่างจังหวัด ทำให้โรงพยาบาลน่านต้องพัฒนาตนเองอย่างมาก ในทุกๆด้าน เพื่อให้ สามารถรับกับภาระกิจทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขในพื้นที่ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนกระทั่งการสู้รบได้สิ้นสุดลงในปี 2526 (การสู้รบอยู่ในระหว่างปี 2511ถึง2526 )ซึ่งเป็นยุคที่ นายแพทย์บุญยงค์ วงศ์รักมิตรเป็นผู้อำนวยการ นับว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการพัฒนาอย่างแท้จริง เพราะมีการพัฒนาโรงพยาบาลน่านจากการเป็นโรงพยาบาลขนาด 56 เตียง จนขยายเป็นโรงพยาบาล ทั่วไป ขนาดใหญ่ 430 เตียง มีศักยภาพในการให้บริการเพิ่มขึ้นอย่างมาก เป็นสถานที่สร้างสรรค์นักบริหาร และนักวิชาการด้านการแพทย์ และ สาธารณสุขที่มีความสามารถ มีคุณธรรมจำนวนมาก ให้แก่วงการแพทย์ และสาธารณสุขของประเทศไทยในปัจจุบัน รวมทั้งเป็น แบบอย่างของระบบสาธารณสุขหลายอย่างเช่นการให้บริการแบบผสมผสานซึ่งรวมถึงการจัดตั้ง กลุ่มงานเวชกรรมสังคมงาน สาธารณสุขมูลฐานเขตเมือง งานโครงการบัตรสุขภาพ ระบบโรงพยาบาล พี่เลี้ยง และระบบส่งต่อ (Referral System) ซึ่งมีส่วนเป็นจุดกำเนิดของโครงการพัฒนาระบบบริการ สาธารณสุขส่วนภูมิภาค (พบส.) ของกระทรวงสาธารณสุขในปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังได้ก่อสร้างอาคารเพิ่มขึ้นอีก 3 หลัง หลังแรกคืออาคารตึก 40 ปี เป็นอาคารรักษาพยาบาล 4 ชั้น ใต้ถุนสูง สำหรับ ผู้ป่วย สูติ นรีเวชกรรมและกุมารเวชกรรม ทำพิธีเปิดตึกเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2541 อาคารหลังที่ 2 เป็นอาคาร 2 ชั้น เป็นอาคาร ศูนย์จ่ายกลาง, ซักฟอก, โรงครัว, โรงอาหาร ได้ทำพิธีเปิดตึก เมื่อ 30 กันยายน 2541 อาคารหลังที่ 3 เป็นอาคาร 4 ชั้น ใต้ถุนสูง สำหรับผู้ป่วยออร์โธปิดิกส์ และศัลยกรรมได้ทำพิธีเปิดตึกเมื่อ กุมภาพันธ์ 2543 ในเดือนสิงหาคม 2547 โรงพยาบาลน่านได้เปิดตึก 120 เตียงใหม่ ตึกวันน่านสันติสุข ซึ่งจะทำให้รองรับผู้ป่วยได้มากขึ้น และทำให้โรงพยาบาลน่านปรับเปลี่ยน เป็นโรงพยาบาลขนาด 491 เตียง

สำหรับการให้บริการในปี 2540 โรงพยาบาลน่านได้มีแพทย์ หู คอ จมูกประจำคนแรก โดยเริ่มให้ บริการรักษา เดือน กรกฏาคม 2540 ในปี 2543 ได้มีแพทย์เพิ่มอีก 1 คน และในปี 2542 ได้มีจักษุแพทย์ประจำคนแรก เริ่มให้บริการรักษาเมื่อ กรกฏาคม 2542 จนถึงปัจจุบันซึ่งก่อนหน้านี้ ยังไม่มีจักษุแพทย์ โรงพยาบาลน่าน ได้รับความอนุเคราะห์ จากมูลนิธิพิทักษ์ดวงตาลำปาง และพยาบาล เคลื่อนที่โรงพยาบาลศูนย์ลำปางและโรงพยาบาลเอกชน มาช่วยทำการตรวจรักษา และผ่าตัดโรคตาทุกปี ปีละ 2 – 3 ครั้ง ครั้งละ5-7 วัน

โรงพยาบาลน่านมีจิตแพทย์มาให้บริการจิตเวชแก่ประชาชนในปี 2546 นี้ หลังจากขาดช่วงไปหลายปีจากการที่จิตแพทย์คนแรก โยกย้ายไปโดยช่วงนี้ขาดแคลนจิตแพทย์ได้มีจิตแพทย์ จากโรงพยาบาลสวนปรุง นายแพทย์ปริทรรศน์ ศิลปกิจ มาช่วยให้บริการผู้ช่วยจิตเวชที่โรงพยาบาลน่านทุก 3 เดือน

สำหรับการบริการในระบบเครือข่าย สืบเนื่องจากนโยบายรัฐบาลตามโครงการสุขภาพถ้วนหน้าโรงพยาบาลน่านเป็นสถานบริการด้านสุขภาพแม่ข่าย(CUP ร.พ.น่าน)ประมาณปี 2544 ประกอบด้วยร.พ. น่าน,สถานีอนามัยและสสช. 31 แห่ง โดยจัดตั้งหน่วยบริการปฐมภูมิ(PCU) 11 PCUดำเนินการโดยมีศูนย์ประสานงาน,คณะทำงานโครงการสุขภาพถ้วนหน้า และความร่วมมือของเจ้าหน้าที่ทุกกลุ่มงานทุกฝ่ายและทุกงานของ CUP ร.พ.น่าน ดำเนินงานตามแผนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องจนกระทั่งปัจจุบัน

CR:https://www.siamnews.com/view-11709.html

You Might Also Like

0 comments

Flickr Images